สิงห์นักอ่าน

About

สรุปแนวคิดสำคัญจากหนังสือคลาสสิค “Only the Paranoid survive” ที่ว่าด้วยการเอาตัวรอดจากการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Andrew หรือ Andy Grove ที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Intel และเป็นประธานบอร์ดของ Intel เป็นเวลานาน

ทีเด็ดของหนังสือเล่มนี้คือ Andy Grove เขียนตั้งแต่ปี 1996 แต่เมื่อเราอ่านดูเนื้อหายังสามารถเอาปรับใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัยที่เมื่อเวลาผ่านไปธุรกิจใด ๆ ก็จะต้องเจอความเปลี่ยนแปลง หรือโดน disruption ด้วยปัจจัยต่าง ๆ ตามแต่ยุคสมัย ยิ่งในปัจจุบันเราก็เห็นว่าเรื่องของเทคโนโลยีอย่าง AI นั้นเข้ามามีบทบาทอย่างมากและน่าจะส่งผลต่อหลาย ๆ ธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางอีกที่ไม่รู้จะจบลงเมื่อไหร่และอย่างไร

เราจะอ่านเจอหรือพบเห็นได้จากเหตุการณ์จริงในโลกธรุกิจว่า ผู้ที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนแปลงช้าเกินไปนั้นมักจะไม่สามารถรอดจากวิกฤติได้ครับ

BlackBerry, Nokia, Kodak หรือ Blockbuster ชื่อเหล่านี้เราคงคุ้นเคยและได้ยินกันมาพอสมควรแล้วว่าเป็น business case study ที่โด่งดังขององค์กรที่ไม่ปรับตัวจากการโดน disruption

📌 “Sooner or later, something fundamental in your business world will change.”

สรุปแนวคิดสำคัญ 26 ข้อที่ได้จากหนังสือ “Only the paranoid survive”

1) Andy Grove แนะนำให้เรารู้จักกับคำว่า “Strategic Inflection Point” หรือ SIP ที่หมายถึงจุดหักเหที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพื้นฐานอย่างยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนรูปแบบหรือแนวทางของธุรกิจนั้น ๆ ไปเลย

2) ตัวอย่างสำคัญเลยก็คือบริษัท Intel เองนั่นแหละ ที่เจอจุดเปลี่ยนมาหลายรอบมาก แต่เดิมทำธุรกิจผลิตตัว semiconductor สำหรับ memory chip เป็นหลักมาอย่างยาวนานและประสบความสำเร็จอย่างมาก มีกำไรสูงตลอด จนมาเจอคู่แข่งจากประเทศญี่ปุ่นที่ทำได้ราคาถูกกว่า นั่นเป็นจุดที่ทำให้ธุรกิจของ Intel เริ่มขยับไปหา product ใหม่ก็คือ microprocessor chip

3) Andy บอกว่า “That Guy” จะเป็นคนที่รู้ช้าที่สุดว่าธุรกิจได้โดนเปลี่ยนแปลงไปแล้ว และคนนั้นก็คือผู้บริหารรระดับสูงนั่นเอง

4) ผู้บริหารระดับต้น ๆ จะเป็นคนที่รู้ก่อนเสมอโดยเฉพาะคนที่คลุกคลีกับลูกค้าและตลาด แต่เขาก็จะมีความยากลำบากในการไปอธิบายหรือบอกให้ผู้บริหารระดับสูงเชื่อหรือเข้าใจสิ่งที่เขาเจอมา

5) ผู้บริหารระดับสูงควรจะเอาตัวเองเข้าไป expose กับลูกค้าหรืออยู่หน้างานเพื่อที่จะได้รู้ถึง signal ของการเปลี่ยนแปลงหรือ wind of change

6) 10X change เป็นอีกคำที่หนังสือเล่มนี้พูดถึง มันคือการเปลี่ยนแปลงแบบรุนแรงที่เข้ามากระทบถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของธุรกิจ

7) ธุรกิจคอมพิวเตอร์เองในยุค 80-90 เรียกว่าเป็นแบบ Old Vertical Computer Industry คือบริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์อย่าง IBM เป็นผู้ขายแบบเบ็ดเสร็จโดยเอาชิ้นส่วนจากผู้ผลิตรายต่าง ๆ มาประกอบเองและขายให้กับลูกค้าใน brand ของตัวเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไปช่วงปี 90 – 2000 ที่มีเทคโนโลยีการผลิต microprocessor แพร่หลายและมีราคาถูก ทำให้มีผู้ผลิตมากราย ก็มีการเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบ New Horizontal คือ ลูกค้าสามารถเลือกได้เองว่าจะเอาชิ้นส่วนไหนเป็นของผู้ผลิตรายไหน ไม่ว่าจะเป็น chips หรือ software หรือ operating system การเกิดขึ้นของ microprocessor chip ก็เป็น 10x change ของธุรกิจคอมพิวเตอร์ในช่วงนั้น

การเกิดขึ้นของ internet ก็เป็นอีกตัวอย่าง 10x change ของหลาย ๆ ธุรกิจ

8) ที่ผ่านมาเราเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบ 10X มากมาย ในหนังสือยกตัวอย่าง เรื่องของภาพยนตร์ที่สมัยก่อนจะเป็นหนังที่ไม่มีเสียงในฟิล์ม หรือ Silent movie แต่เมื่อมีเทคโนโลยีการใส่เสียงลงในหนังได้ นักแสดงหนัง silent movie เองก็ต้องปรับตัวเพิ่มการพูด ไม่เว้นแม้แต่นักแสดง silent movie ชื่อดังอย่าง Charlie Chaplin

9) ในอุตสาหกรรมขนส่งก็เช่นเดียวกัน การเข้ามาของการใช้ container ในการลำเลียงขนของแทนคนทำให้เกิด productivity ที่สูงมาก ท่าเรืออย่างที่สิงคโปร์ หรือที่ซีแอตเติลที่ปรับตัวมาใช้ container ก็กลายเป็นท่าเรือที่มี traffic สูงมาก ในขณะที่ท่าเรือที่นิวยอร์คที่ไม่สามารถปรับตามนั้นก็สูญเสียรายได้ไปเลยมหาศาล

10) Andy บอกว่าจุด SIP หรือจุดเปลี่ยนนั้นบอกได้ยากว่ามันเกิดขึ้นตอนไหนหรืออยู่ตรงจุดไหน ช่วงเวลาไหนเป๊ะ ๆ เพราะมันจะค่อย ๆ เกิดขึ้น เหมือนเราอยู่บนเรือและลมค่อย ๆ เปลี่ยนทิศ เรามักจะไม่ค่อยรู้ตัว

11) จุดเปลี่ยนทางธุรกิจนอกจากจะทำให้เกิดทั้ง business decline คือกำไรที่ถดถอยแล้วมันยังสร้างโอกาสใหม่ ๆ ด้วย อย่างในธุรกิจคอมพิวเตอร์ บริษัท Compact ก็เติบโตขึ้นอย่างมากเป็นบริษัทแรกใน Fortune 500 ที่มีรายได้แตะ 1 พันล้านเหรียญในช่วงนั้นจากการเปลี่ยนรูปแบบการขายเป็นแบบ horizontal

12) ในช่วงที่เกิดวิกฤติของธุรกิจ memory chips ที่ Intel นั้น Andy Grove ได้เข้าไปคุยกับ Gordon Moore ที่ขณะนั้นเป็น Chairman และ CEO ของ Intel ว่า “หากพวกเราถูกบอร์ดไล่ออก และเอา CEO คนใหม่เขามา เขาจะทำอย่างไรในวิกฤตแบบนี้” Gordon หันกลับมาตอบว่า “เขาก็คงเอาบริษัทออกจากธุรกิจ memory chip นี้ ไปหาธุรกิจใหม่” Andy เลยพูดกับ Gordon ว่า แล้วทำไมเราไม่เดินออกจากประตู เดินกลับมาใหม่แล้วทำเสียเองเลย

13) หลายครั้งที่บริษัทต้องการความเปลี่ยนแปลงจะเอาผู้บริหาร หรือ CEO คนนอกคนใหม่เข้ามา เหตุผลคือคนใหม่อาจจะไม่ได้เก่งกว่าหรอก แต่ข้อดีคือเขาจะกล้าที่จะมาทำอะไรใหม่ ไม่ยึดติดเหมือนกันคนเก่าที่ประสบความสำเร็จและผูกพันกับธุรกิจหรือแนวทางเดิม ๆ

14) เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เข้ามานั้นเป็น signal ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือเป็นแค่ noise ที่มาชั่วคราว Andy แนะนำให้เราลองคิดว่า หากเรามีกระสุนปืนนัดเดียวไว้ใช้สำหรับยิงใส่คู่แข่งได้ เราจะเลือกคู่แข่งคนไหน หรือเรียกว่า “silver bullet test” โดยปกติเรามักจะเลือกคู่แข่งในธุรกิจได้ง่าย ๆ แต่หากว่ามีใครเห็นคู่แข่งเจ้าใหม่ที่เราไม่เคยสนใจมาก่อน แสดงว่านั่นอาจจะเป็น signal ของการเปลี่ยนแปลงก็เป็นได้

15) อีกข้อคือให้ลองถามหรือคุยกับ “Cassandras” ในองค์กร (Cassandras คือเป็นเจ้าหญิงแห่งกรุงทรอยในตำนานกรีก ผู้ได้รับพรจากเทพ Apollo ให้มองเห็นอนาคต เธอทำนายการล่มสลายของทรอยแต่ไม่มีใครเชื่อ) ซึ่งในองค์กรก็คือคนที่อยู่หน้างาน เจอกับลูกค้าประจำ จะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของตลาด ลูกค้าได้เร็วที่สุด

16) เมื่อมีพนักงานมาส่งข่าวหรือบอกข่าวไม่ดีกับผู้บริหาร ผู้บริหารก็ต้องรับฟังและไม่ “shoot the messenger” (ประโยคดังประโยคนี้มีที่มาจากหนังสือเล่มนี้) ไม่งั้นก็จะมีแต่คนมาบอกข่าวดี และผู้บริหารก็จะไม่รู้ข่าวร้ายที่เขาควรรู้และแก้ไข

17) อย่าติดกับกับสิ่งใหม่ ๆ ที่เข้ามาแต่เป็น version แรกว่ามันไม่ดีและไม่มีทางจะเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบ 10X ได้ แม้แต่ PC หรือ Mac หรือแม้แต่ Windows ที่เป็นเวอร์ชั่นแรกก็ไม่ได้ใช้งานได้ดี และมีข้อกังขา ให้เรามองที่ผลกระทบของมันต่อธุรกิจในระยะยาว

18) การทำให้องค์กรมีวัฒนธรรมการ debate หรือถกเถียงกันก็เป็นการช่วยให้องค์กรมองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาได้มากขึ้น เพราะจุด SIP นั้นเราจะมองเห็นไม่ชัดและคลุมเครือ ต้องอาศัยการพูดคุยกันหลาย ๆ ฝ่าย

19) ในหนังสือมีบทที่ชื่อว่า “Let the chaos reign” คือในช่วงแรกที่เราเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงแต่เราอาจไม่แน่ใจ มักจะเกิดความโกลาหล เราจะต้องทำการทดลองไปเรื่อย ๆ Andy บอกว่า “Resolution comes through experimentation” มันจะเป็นช่วงที่เกิดความสับสนในองค์กรว่าเอาอย่างไรดี

Intel ก็ผ่านจุดนั้นมาแล้วที่เขาใช้เวลาเป็นสิบ ๆ ปี ทดลองผลิต microprocessor chip ในช่วงที่ยังไม่ใช่ไลน์การผลิตหลักจนกระทั่งกลายเป็นธุรกิจหลักในภายหลัง หลักการสำคัญคือเราต้องรีบ take action ให้เร็วที่สุดก่อนที่จะสายเกินไปและไม่มีเวลาทดลองหรือเปลี่ยนแปลงได้ทัน

20) Then reign the chaos…หลังจากที่ทุกอย่างเริ่มชัดเจน การทำ strategic transformation นั้นผู้บริหารต้องให้ direction ที่ชัดเจนกับองค์กรและคนทำงานว่าจะไปทิศทางไหน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน

21) เมื่อต้องมีการเปลี่ยนแปลง “คน” ในองค์กรก็ต้องเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกันให้สอดคล้องกับแนวทางใหม่ ความรู้และทักษะที่เคยมีอาจจะใช้ไม่ได้ ต้องไปเรียนและศึกษาทักษะใหม่ ๆ ตัว Andy Grove เองในฐานะผู้บริหารเขาก็บอกว่าเขาก็ต้องไปศึกษาเรื่องของ software เพิ่มเมื่อมีการเปลี่ยนธุรกิจ

22) Andy บอกว่าคนเรามักจะไม่ค่อยยอมรับว่าตัวเองต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยิ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงที่คุ้นชินกับการใช้ความรู้และทักษะเดิม ๆ ในการทำงาน

23) Strategic changes ต้องเริ่มจาก calendar หรือตารางการทำงานของเราว่าเราใช้เวลาไปกับเรื่องไหนมากที่สุด กล่าวคือเราจำเป็นต้องใช้เวลาไปกับเรื่องที่สำคัญสำหรับการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาของผู้บริหารระดับสูง หากแสดงออกชัดเจนว่าให้เวลาและความสำคัญกับเรื่องไหน คนในองค์กรก็จะคล้อยตามยิ่งกว่าการออกมาพูด speech หรือ townhall ที่สวยหรู

24) ผู้บริหารควรจะให้ direction ว่าไปทางไหนให้ชัดเจนแบบ highly focus ไปเลย โดยไม่มีการ hedge หรือทางเลือกอื่น เพราะจะทำให้พนักงานเกิดความสับสนว่าจะเอาไงกันแน่

25) การสื่อสารเรื่องของ strategic changes นั้น Andy แนะนำให้สื่อสารแบบเห็นหน้าค่าตากันแบบ face to face ดีกว่าผ่านวิดีโอหรือทาง online แบบทางเดียวซึ่งแน่นอนว่าทำได้ง่ายกว่า เพราะการสื่อสารเรื่องนี้ต้องการ “interactive” คือการสื่อสารสองทาง มีการถามตอบกัน เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน

26) บทสุดท้าย Andy ได้พูดเรื่อง career inflection points เพิ่มจากเรื่องของการเปลี่ยนแปลงในองค์กร เพราะอาชีพของเราเองก็อาจจะต้องเจอการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับธุรกิจที่เมื่อสิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงก็กระทบอาชีพเราได้

แต่การเปลี่ยนแปลงทางอาชีพนั้นเราจำเป็นต้องเป็นคนที่ดูแลมันคนเดียว เราเป็น CEO ของอาชีพเราเองเพราะอาชีพของเราก็คือธุรกิจของเรานั่นเอง

ให้เราพยายามคิดแบบเจ้าหน้าที่แผนกดับเพลิงที่ต้องเตรียมพร้อมตัวเองเสมอ พยายามอ่าน ศึกษาข่าวสารข้อมูลในแวดวงธุรกิจเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และเช่นเดียวกัน การทดลอง หรือ experiment คือวิธีการที่ช่วยให้เราเตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะเป็นการลองมีอาชีพที่สอง การไปศึกษาหรือเรียนทักษะใหม่ ๆ หรือการขอทำงานในตำแหน่งที่แตกต่างออกไปเพื่อเพิ่มทักษะด้านอื่นก็ได้เหมือนกัน

📌 สุดท้ายอยากสรุปสั้น ๆ ว่าเราทุกคนยังไงก็หลีกเลี่ยงความเปลี่ยนแปลงไปไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้คือทำตัวให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ตื่นตัวและเรียนรู้ตลอดเวลา หมั่นศึกษาหาความรู้ใหม่ ๆ ที่เป็นสิ่งที่เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ

💡 แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นทำได้ไม่ง่ายแน่นอน เราไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะเจออะไรข้างหน้า มันเหมือนกับการที่เราต้องย้ายไปอยู่ประเทศใหม่ที่เราต้องเจอผู้คนใหม่ ๆ ภาษาใหม่ วัฒนธรรมใหม่ที่เราไม่คุ้นเคยเลย

แน่นอนว่าการมองย้อนกลับมาที่ที่เราเคยอยู่ก็เป็นสิ่งที่เราโหยหาเพราะเราอยู่ใน comfort zone มานาน แต่เราจำเป็นต้องมีวินัยและมุ่งมั่นในการเรียนรู้กับสิ่งใหม่ ๆ เพราะโอกาสมากมายในที่ใหม่นั้นรอเราอยู่นั่นเองครับ…

Pawin Surattanasunya Avatar

Published by

Categories:

Leave a comment