สิงห์นักอ่าน

About

รีวิวสรุปจากหนังสือ “Writing is not Magic, it’s Design” หนังสือที่อ่านแล้วทำให้ไฟการเขียนลุกโชน

“I write entirely to find out what I’m thinking, what I’m looking at, what I see and what it means”

Joan Didion

ทักษะการเขียนเป็นทักษะหนึ่งที่เป็นทักษะสำคัญสำหรับปัจจุบันและอนาคต ถามว่าในเมื่อปัจจุบันเรามีตัวช่วยการเขียนมากมายอย่าง AI ที่เป็น large language models ต่าง ๆ ทำไมเรายังต้องฝึกการเขียนครับ? 🤔

หนังสือเล่มนี้จะมาบอกเราว่า การเขียนนั้นก็คือการสื่อสารรูปแบบหนึ่ง ยิ่งเราเขียนได้ดี นั่นคือเราสามารถเรียบเรียงความคิด logic ของเรา และถ่ายทอด สื่อสารไปยังคนอื่นได้ดี อย่างที่ Joan Didion นักเขียนชื่อดังได้กล่าวไว้ในประโยคข้างต้นครับ

👉🏻แต่ก่อนอื่นเลย ผู้เขียน Joao Batalheiro Ferreira บอกว่าขั้นตอนแรกที่เราจะเขียนให้ได้ดีต้องเริ่มจากการเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับการเขียนก่อนเลยครับ

“First step is to changing how you think about writing”

หลายคนอาจจะเข้าใจว่าการเขียนคือการเขียนให้ถูกหลักไวยากรณ์หรือเว้นวรรคประโยคให้ถูกต้องสวยงาม แต่ผู้เขียนบอกว่า การเขียนมันคือการสื่อไอเดียของเราให้คนอื่นทราบ

✅ เป้าหมายของการเขียนคือ การสื่อสารไอเดียของเราให้คนอื่นทราบโดยการใช้คำต่างๆ ที่เราเขียนออกไปและการที่เราจะสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจได้ดี เราจำเป็นต้องสามารถสื่อเข้าไปอยู่ในใจของเขาให้ได้

“Writing is about reaching someone else’s mind, and sometimes their heart as well”

แต่การที่เราจะสื่อสารไอเดียของเราออกไปได้ดี เราจำเป็นต้องเข้าใจไอเดียของเราเองที่ต้องการจะสื่อออกไปก่อน

Bob Dylan บอกว่า “I’ll know my song well before I start singing”

Joao Ferreira บอกว่า การเขียนก็เหมือนการออกแบบ ทั้งการเขียนและการออกแบบเป็น creative efforts ของมนุษย์

ดังนั้นการเขียนก็จะมีกระบวนการอยู่ 5 stage คล้ายคลึงการกระบวนการออกแบบที่จะใส่เปรียบเทียบไว้ในวงเล็บ

Stage 1: Gather information (กระบวนการออกแบบก็ Gather information เหมือนกัน)

Stage 2: Take notes (Sketch)

Stage 3: Outline (Design Specifications)

Stage 4: Draft (Model)

Stage 5: Edit (Prototype)

การะบวนการเขียนและการะบวนการออกแบบเป็นกระบวนการที่ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือ “gradual process” ไม่ว่าเราจะเขียนสั้นหรือยาว เราต้องทำตามกระบวนการนี้ หากเราอยากให้งานเขียนเราออกมาอย่างมีคุณภาพ

ความแตกต่างของนักเขียนอาชีพกับมือใหม่คือ มือใหม่มักจะทำตามกระบวนการข้างต้นทีเดียวทั้งหมดเลยในงานเขียน ซึ่งในความเป็นจริงยากมาก ที่จะทำแต่ละ stage เสร็จหมดทีเดียว แต่มืออาชีพจะแบ่งงานเขียนออกเป็นชิ้นย่อย ๆ หรือใช้เทคนิคที่เรียกว่า “Modular Writing”

🟢 Modular Writing 🟢

“We never do the work nor give up. We postpone it.”

ปัญหาหลักที่หลาย ๆ คนเจอเวลาจะเริ่มเขียนอะไรขึ้นมา (ผมก็ด้วย) คือ ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรกับกระดาษหน้าเปล่า ๆ (blank page) หรือที่เขาเรียกว่า “Writer’s block”

ด้วยความที่เราคิดว่าการเขียนคือการทำงานชิ้นใหญ่ ๆ ชิ้นหนึ่งให้จบในทีเดียว แต่ความเป็นจริงแล้วเราสามารถแบ่งออกเป็นชิ้นย่อย ๆ หรือส่วนย่อย ๆ ได้ หรือที่ Joao เรียกว่า “Modular Writing” นั่นเองครับ

Reading และ Writing การอ่านและการเขียนเป็นกระบวนการที่ไม่เหมือนกัน โดยการอ่านนั้นเป็น linear เริ่มอ่านจากจุดเริ่มต้นไปเรื่อย ๆ จนจบตามลำดับ แต่การเขียนนั้นไม่ใช่

การเขียนเป็น non-linear process และ flexible เราสามารถเขียนส่วนไหนก่อนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากส่วนตั้งต้น และไม่จำเป็นต้องเขียนให้เสร็จเป็นส่วน ๆ เราอาจจะแค่เขียนดราฟของส่วนหนึ่งไว้ก่อน แล้วก็ไปเริ่มอีกส่วนก็ได้ (ง่ายขึ้นมาเลยมั้ยครับ)

พูดง่าย ๆ การเขียนก็เปรียบเหมือนการทำหนังภาพยนตร์ที่เราอาจจะถ่ายทำส่วนไหนก่อนก็ได้ ก่อนที่จะเอาไปตัดต่อให้เรียบร้อย แล้วก็เอามาเรียบเรียง จัดลำดับประกอบกันเป็นหนังที่เสร็จสมบูรณ์อีกที

🟣 Four stages of writing process 🟣

ผู้เขียนเอาขั้นตอนการเขียนมาสรุปให้จำง่ายๆ โดยเรียกว่า “NODE”

ซึ่งก็คือ Note – Outline – Draft – Edit

1) ขั้นตอนแรกคือการจด Note เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการเขียน แค่เราจดโน้ต และเอาโน้ตมาเริ่มเขียนเราก็ไม่ต้องเริ่มด้วยหน้าที่ว่างเปล่าแล้วววว

David Allen เจ้าพ่อ productivity เจ้าของหนังสือดังอย่าง “Getting Things Done” กล่าวไว้ว่า “The mind is for having idea, not holding them”

การจดโน้ตคือการช่วยเอาเรื่องที่เราเจอบันทึกลงไปเพื่อแบ่งเบาสมองเรา เพราะสมองเรานั้นมีไว้คิดมากกว่า ไม่ได้เอาไว้จดจำทุกอย่างครับ หากเราฝึกการเขียนโน้ตอย่างเป็นระบบระเบียบ มันจะช่วยให้เราหาข้อมูลเวลาที่ต้องการใช้ได้ดีเลยครับ หนังสือที่มีเทคนิคการจดโน้ตอย่างเป็นระบบเลยก็คือ “Building a Second Brain” ของ Tiago Forte

หากเราจด note อย่างเป็นระบบ มันจะช่วยให้เราเกิด creative thinking ได้ในกระบวนการ observe -> notice -> connect -> create

2) การเขียนที่ไม่มี outline ก็เหมือนการเดินเรือที่ไม่มีแผนที่ โดยปล่อยให้เรือแล่นไปตามที่ลมพัดนั่นเอง outline จะเป็นโครงสร้างของการเขียนที่จะช่วยจัดการความคิดของเราให้เป็นระเบียบ

Typical Outline หรือ outline ที่เราใช้กันบ่อย ๆ ก็คือ เริ่มต้นด้วย Introduction -> Body แล้วก็ -> Conclusion ใครคิดอะไรไม่ออกให้เริ่มแบบนี้เลย

แต่ Joao บอกเราสามารถทำได้ดีกว่านั้น โดยการออกแบบ outline ให้น่าดึงดูดมากขึ้น เช่น การออกแบบ outline งานเขียนให้เป็นแบบ storytelling

3) Joao บอกว่าการ draft งานเขียนขึ้นมานั้นทำได้ง่ายมาก หากเราทำตามกระบวนการ NODE ข้างต้น เราแค่เอาโน้ตที่เราจดมาแปะ วาง ก็จบแล้ว

Golden Rule ของการ draft ก็คือ ให้เราแยกการ drafting ออกจากกระบวนการ editing ไปเลย อย่าไปพยายาม edit ในขณะที่เรากำลัง draft อยู่

วิธีการเขียนที่ดีคือต้องมี readability คือทำให้ผู้อ่านอ่านได้เข้าใจได้ง่าย ไม่สับสนต้องอ่านกลับไปกลับมา เราต้องเขียนราวกับว่าเราจับมือผู้อ่านพาไปเล่าเรื่องที่เราจะเขียนให้ฟัง

4) ขั้นตอนสุดท้ายก็คือการ edit หรือ แก้ไขที่ผิด ปรับปรุงประโยคให้ดียิ่งขึ้นและดูว่าทุกอย่างโอเค make sense

สุดท้ายไม่ว่าเราจะเขียนเพื่อการศึกษา เขียนเป็นการส่วนตัว เป็นอาชีพหรือด้วยเหตุผลใดก็ตาม เรากำลังสื่อสารไปสู่คนอื่น และกับตัวเอง การเขียนจะช่วยให้เราเข้าใจ และควบคุมความคิดเราได้ดียิ่งขึ้น

📌 ในโลกปัจจุบันที่มี distraction มากมายนั้นเป็นสังคมที่ทำให้ยากที่จะสร้างสรรค์งานที่ creative เราจำเป็นต้องตั้งสติ และคิดให้ช้าลง เพื่อให้เรามีสมาธิ หรือ “mindfulness” ซึ่งการใช้วิธี NODE ในการเขียนนั้นเป็นการฝึกให้เรารู้จักคิดให้ช้าลง slower skills ที่หาได้ยากในปัจจุบัน และสามารถนำไปสู่การสร้างสรรค์งานที่มีคุณภาพได้

“Writing slows you down and that’s a good thing.”

💡 Joao สรุปท้ายสุดไว้ว่าการที่เราสามารถควบคุมและเรียบเรียงความคิดเราได้อย่างมีสมาธินั้นเป็น 21st century superpower เลยครับ

Pawin Surattanasunya Avatar

Published by

Categories:

Leave a comment