สรุปไอเดียสำคัญจากหนังสือ “The ONE Thing” หนังสือที่บอกเราให้ focus หากเราต้องการผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม

“The ONE Thing” เป็นหนังสืออีกเล่มที่พูดถึงเรื่องของ productivity และการใช้ชีวิตอย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมอย่างที่เราต้องการ โดยเขาจะมุ่งเน้นไปที่ การ focus ทีละอย่างตามชื่อหนังสือเลยครับ
1. ประเด็นสำคัญที่สุดของหนังสือเล่มนี้เลยคือ ให้เราทำน้อย ๆ แต่เลือกทำสิ่งที่สำคัญที่สุดกับเราในแต่ละวัน แต่ละเดือน หรือแต่ละปี หรือ หา ONE Thing ของเราให้เจอครับ
2. Domino effect หรือ Geometric progression คือ หากเราเอาโดมิโน่มาวางต่อกันโดยถ้าตัวที่สองมีขนาดเป็นสองเท่าของตัวแรก ตัวที่สามเป็นสองเท่าของตัวที่สอง และเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ สมมติว่าโดมิโน่ตัวแรกมีขนาด 2 นิ้ว โดมิโน่ตัวที่ 57 จะมีขนาดเท่ากับระยะทางไปเกือบถึงดวงจันทร์เลยทีเดียว
3. การเริ่มต้นติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้องสำคัญมากกับความสำเร็จระยะยาว เราจำเป็นต้องเลือกให้ถูกว่าเราจะทำอะไร ที่จะทำให้เราไปสู่เป้าหมายของเราได้ในระยะยาว
4. ในหนังสือบอกว่ามีอยู่ 6 สิ่งที่คนเข้าใจผิดแล้วนำเราไปสู่ทางที่ผิด อย่างแรก คือ ทุกอย่างสำคัญเท่ากันหมด
5. To do list มักจะยาว แต่ Success list นั้นสั้น เราควรมุ่งไปหาทำ Success list ให้มากกว่า ใน To do list ของเรา ให้เราลอง screen มันออกให้เหลือแค่ 1 อย่างที่สำคัญที่สุดจริง ๆ นั่นคือ ONE Thing ที่สำคัญที่สุดที่เราควรจะทำ
6. มีงานจำนวนน้อยที่จะนำพาให้เราไปถึงเป้าหมายได้ ตามหลักการของ Pareto 80/20 ให้ focus งานส่วนนั้น
7. Doing the most important thing is always the most important thing
8. Multitasking ทำให้เราทำออกมาได้ไม่ดีสักอย่าง “To do two things at once is to do neither”
9. การที่เราจะสำเร็จได้เราต้องเลือกทำหรือสร้างนิสัยที่ถูกต้อง เราต้องใช้วินัยในการสร้างนิสัยที่ดีให้ได้ โดยเฉลี่ยเราจะใช้เวลาประมาณ 66 วันจึงจะสร้างนิสัยใหม่ได้ ช่วงแรกเราจำเป็นต้องมีวินัยมาก ๆ แต่เมื่อทำไปเรื่อย ๆ เป็นนิสัย เราจะไม่เป็นจำเป็นต้องมีวินัยมากเท่าช่วงเริ่มต้นแล้ว
10. Willpower ของคนเราในแต่ละวันนั้นมีจำกัด เหมือนเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ เราต้องเลือกทำสิ่งที่สำคัญในช่วงเวลาที่ Willpower เรายังสูงอยู่
11. การใช้ชีวิตที่ balance ไม่มีอยู่จริง ต่อเนื่องมาจากทุกสิ่งมีความสำคัญไม่เท่ากันอยู่ที่เราให้เวลาและความสำคัญกับสิ่งไหนมากที่สุด ที่เราทำได้คือพยายาม counterbalance แต่ละอย่าง เช่น สิ่งที่สำคัญรองลงมาให้มากที่สุดและไม่ต่ำกว่าความต้องการขั้นต่ำที่ยอมรับได้
12. หลาย ๆ คนกลัวการคิดใหญ่ หรือ thinking big เพราะ คิดว่ายาก กลัวว่าจะทำไม่ได้ กลัวความกดดัน
13. เราไม่รู้หรอกว่าเพดานขีดความสามารถของเรามีมากแค่ไหน ดังนั้นให้ thinking big ไว้ก่อนจะดีกว่า ตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าเป้าหมายเราคือ 10 ให้ลองตั้งไปเลยที่ 20 แล้วพยายามให้เต็มที่ หากไม่ได้ตามเป้า เรายังมีโอกาสได้มากกว่า 10
14. การใช้ชีวิตก็คือการตั้งคำถามกับตัวเอง หากตั้งคำถามได้ถูกต้อง เราจะได้คำตอบที่ทำให้เราไปได้ไกลมาก
Ask a great question —> Find a great answer 💡
15. คำถามที่เราควรตั้งเพื่อถามตัวเองคือ “What’s the ONE Thing I can do such that by doing it everything else will be easier or unnecessary” ตอบยากมากกกครับ 😆
16. Productivity ของเรานั้นถูกขับเคลื่อนมาจาก Purpose และ Priority ของแต่ละคน
17. คนเราต้องอยู่ด้วย Purpose อะไรบางอย่าง “Life isn’t about finding yourself. Life is about creating yourself.”
18. เราสามารถค้นหา purpose ของเราเองได้ด้วยการตั้งคำถาม Big Why กับตัวเราเองว่าอะไรที่เป็นตัวขับเคลื่อนเรา
19. นอกจาก purpose เรายังต้องอยู่ด้วย priority หากการอยู่ด้วย purpose บอกเราว่าเราจะเดินไปทางไหน การมี priority คือการที่เรารู้ว่าเราต้องทำอะไรบ้างถึงจะไปที่นั่นได้
20. การตั้งเป้าหมายหรือ Goals ให้เราเริ่มจากเป้าใหญ่มาก ๆ ที่เขาใช้คำว่า Someday goal แล้วค่อย ๆ แตกย่อยลงมาเป็นเป้าหมายรายปี รายเดือน รายสัปดาห์ รายวัน จนถึงเป้าหมาย ณ ขณะนี้หรือ right now goal ซึ่งทั้งหมดต้อง connect กัน
21. เขาบอกว่าคนที่เขียนเป้าหมายของตัวเองออกมามีโอกาสที่จะทำได้สำเร็จมากกว่าถึงราว 40%
22. การจะมี productivity ได้ การใช้เทคนิค time blocking ช่วยได้เยอะ แม้กระทั่งเวลาพัก เราก็จำเป็นต้อง block time เวลานั้นไว้
23. อีกช่วงเวลาที่เรามักจะลืมให้เวลาหรือ block time ไว้คือ เวลาสำหรับรีวิวเป้าหมายของเรา
24. สิ่งที่เราจำเป็นต้องมีเพื่อทำ ONE Thing ของเราให้สำเร็จคือ ต้องทำสุดความสามารถตั้งเป้าเป็น mastery ในเรื่องนั้น ๆ ทำอย่างมี purpose คือทำไปให้สุดไม่หยุดที่ข้อจำกัด พยายามหาทางใหม่หรือวิธีที่แตกต่างเพื่อให้ไปต่อได้ นอกจากนั้นต้องมี accountability ที่สูง เลือกเป็นคนขับแทนที่จะเป็นแค่ผู้โดยสาร
25. การหาโค้ชหรือคนที่ให้คำแนะนะที่ดีเป็นวิธีที่จะช่วยให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งไว้ได้มากขึ้น
26. 4 อย่างที่จะมาปล้น productivity จากเราไป ก็คือ การไม่กล้า say no, การกลัวความยุ่งเหยิง, การไม่สามารถ manage energy ในแต่ละวันได้ และการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่สนับสนุนเป้าหมายของเรา
27. การที่เราจะทำอะไรที่เจ๋งและไม่ธรรมดา ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะต้องเจอความยากและความยุ่งเหยิง จงอย่ากลัวสิ่งนั้น ยอมรับและหาทางเอาชนะมัน
28. สิ่งแวดล้อมมีผลต่อเป้าหมายเรามาก ๆ จงพยายามอยู่รายล้อมด้วยคนที่จะทำให้เราดีขึ้น เก่งขึ้น
“Surround yourself only with people who are going to lift you higher”
29. ข้อสุดท้ายและข้อสรุปสำคัญเลยของหนังสือเล่มนี้คือให้เรา Live with Purpose, Live by Priority และ Live for Productivity 💯
📌 หนังสือปิดท้ายไว้ได้ดีที่เดียวครับที่ว่า เมื่อไปถามคนที่อายุมาก ๆ แล้วนั้นว่าในชีวิตที่ผ่านมาพวกเขาเสียใจเรื่องอะไรมากที่สุด เรามักจะได้ยินว่า สิ่งที่เขาเสียใจที่สุดในชีวิตไม่ใช่การที่ได้ทำอะไรแล้วผิดพลาดอะไร แต่กลับเป็นการเสียใจที่ไม่ได้ทำอะไรที่อยากทำ หรือน่าจะทำเสียมากกว่า
ดังนั้นมีเป้าหมาย อยากทำอะไร หรือมี ONE Thing อะไร ให้เริ่มทำเสียเลย เริ่มจากตัวเรา
“All success in life starts within you.” ✅
เล่มนี้ไม่หนา อ่านไม่นานก็จบครับ ใครสนใจหาอ่านได้ ผมเข้าใจว่ามีฉบับแปลไทยแล้วด้วยเช่นกัน โดยใช้ชื่อว่า “ได้ทุกสิ่งด้วยสิ่งเดียว” ❤️

Leave a comment